RSS

ไม้ดอก

     

ดอกผกา (ดอกผกากรอง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lantana Camara ดอกผกากรอง
ชื่อวงศ์ VERBENACEAE
ชื่อสามัญ Cloth of Gold
ชื่ออื่นๆ Hedge flower, ผกากรอง
ถิ่นกำเนิด ทวีปแอฟริกา, ทวีปอเมริกา
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ปักชำกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ผกากรองเป็นไม้ดอกอายุหลายปี ตามลำต้นมีขนปกคลุม แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ต้น ใบเป็นรูปไข่ ขอบใบจัก ปลายใบแหลม ใบออกเป็นคู่ๆ สลับกัน สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดของกิ่งก้าน มีหลายสี ทั้งสีเดียวและสีผสม ขนาดดอกเล็ก
การปลูกและดูแลรักษา
ผกากรองเป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดดจัด ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วนซุยหรือดินปนทราย

ดอกจำปา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Michelia Champaca ดอกจำปา
ชื่อวงศ์ MAGNOLIACEAE
ชื่อสามัญ Champaca
ชื่ออื่นๆ Orange Chempaka, จำปา
ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย, ประเทศพม่า
การขยายพันธุ์ ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
จำปาเป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ 20 ฟุตมีสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย กิ่งเปราะ ใบสีเขียวใหญ่เป็นมัน ปลายใบแหลม ใบกว้างประมาณ 5 นิ้ว ยาวประมาณ 10 นิ้ว ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองแก่ มีอยู่ 8-10 กลีบ กลีบหนึ่งยาวประมาณ 2 นิ้ว ซ้อนกันเป็น 2 ชั้น ดอกเริ่มแย้มมีกลิ่นหอมในช่วงพลบค่ำ ในเช้าวันถัดมากลีบดอกจะกางออกจากกัน และร่วงหล่นในตอนเย็น ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีปากในช่วงฤดูฝน ปลูกนานกว่า 3 ปี จึงจะออกดอก
การปลูกและดูแลรักษา
จำปาเป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบที่น้ำขังจะทำให้ตายได้ ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน โปร่ง อุดมสมบูรณ์

 

ดอกจำปี

ชื่อวิทยาศาสตร์ Michelia Longifolia ดอกจำปี
ชื่อวงศ์ MAGNOLIACEAE
ชื่อสามัญ White Chempaka
ชื่ออื่นๆ จำปี
ถิ่นกำเนิด ประเทศอินโดนีเซีย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ลักษณะที่แตกต่างระหว่าง จำปี กับ จำปา คือ จำปี จะมีสีขาว กลิ่นหอม เย็น แต่จำปา นั้นมีสีเหลืองและกลิ่นหอมได้ไม่เท่าจำปี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
จำปีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นใหญ่สูงกว่าจำปาเล็กน้อย ต้นจะแตกพุ่มยอดใบงามกว่าจำปา ใบนั้นเป็นใบเดี่ยว ปลายใบจะแหลม โคนใบมน ดอกเป็นดอกเดี่ยว มีสีขาวคล้ายๆ กับสีของงาช้าง จะมีกลีบอยู่ 8-10 กลีบ ซ้อนกัน กลีบดอกจะเรียวกว่าจำปา ยาวประมาณ 2 นิ้ว ตรงกลางดอกจะมีเกสรเป็นแท่งกลมเล็ก ยอดแหลมคล้ายผักข้าวโพดเล็กๆ ปลูกประมาณ 3 ปี จำปีถึงจะให้ดอก สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
การปลูกและดูแลรักษา
จำปีเป็นไม้กลางแจ้งต้องการแสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด สามารถปลูกในดินค่อนข้างเหลวได้ แต่ที่ดีที่สุดควรปลูกในดินร่วนซุยมีธาตุอาหารเพียงพอ ต้องการการรดน้ำบ่อยๆ

 

ดอกกุหลาบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa hybrida ดอกกุหลาบ
ชื่อวงศ์ ROSACEAE
ชื่อสามัญ Rose
ชื่ออื่นๆ กุหลาบ
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเชีย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่งและราก, ติดตา, ต่อกิ่ง, เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
            กุหลาบนับว่าเป็นไม้ดอกที่มีความงามยากที่ไม้ดอกอื่นจะเทียบเท่า จนได้รับชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งดอกไม้” (Queen of flower) กุหลาบมีมานานประมาณ 30 ล้านปีมาแล้ว มีทั้งหมดประมาณ 200 สปีชี่ส์ พันธุ์ดั้งเดิม (wild species) มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ส่วนกุหลาบที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นกุหลาบที่ผ่านการวิวัฒนาการมานานนับร้อยๆ ปี และทั้งหมดเป็นกุหลาบลูกผสมซึ่งได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างกุหลาบ 1-8 สปีชี่ส์ และส่วนมากมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กุหลาบจัดเป็นไม้ดอกประเภทพุ่ม-พลัดใบ มีลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อย แข็งแรงมีใบย่อย 3-5 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี 2 เพศในดอกเดียวกัน มีเกสรตัวผู้และตัวเมียเป็นจำนวนมาก มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน การจำแนกตามลักษณะสีของดอกแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ

  1. Single color มีสีของกลีบดอกสีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังของดอก และทุก ๆ กลีบมีสีเหมือนกัน เช่น พันธุ์Christian Dior
  2. Multi-color มีสีของกลีบดอกเปลี่ยนไปตามอายุการบานดอก ในช่วงหนึ่งจะมีหลายสีเพราะบานดอกไม่พร้อมกัน ส่วนมากจะเป็นกุหลาบพวง เช่น พันธุ์ Sambra หรือ Charleston
  3. Bi-color มีสีของกลีบดอก 2 สี คือ กลีบด้านในสีหนึ่ง ด้านนอกอีกสีหนึ่ง เช่น พันธุ์ Forty Niner
  4. Blend-color มีสีของกลีบดอกด้านในมากกว่า 2 สีขึ้นไป เช่น พันธุ์ Monte Carlo
  5. Srtiped color กลีบดอกในแต่ละกลีบมีสีมากกว่า 2 สีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักเกิดเป็นสีสลับกันเป็นเส้นตามความยาวของกลีบดอก เช่น พันธุ์ Candy Stripe

พันธุ์ที่ใช้ปลูก

  • พันธุ์ดอกสีแดง ได้แก่ คริสเตียนดิออร์ สวาทมอร์ สคาร์เลทไนท์
  • พันธุ์ดอกสีชมพู ได้แก่ เบลแองจ์ ควีนอลิซาเบท มีสออลอเมริกันบิวตี้
  • พันธุ์ดอกสีแสด ได้แก่ ซุปเปอร์สตาร์ ธัญญา โบเต้
  • พันธุ์ดอกสีเหลือง ได้แก่ คิงส์แรนซัม โกลเด้นมาสเตอพิส โบเต้ กลาย
  • พันธุ์ดอกสีขาว ได้แก่ มิสตี้เมอร์
  • พันธุ์ดอกสีม่วง ได้แก่ บูลมูน
การปลูกและดูแลรักษา
กุหลาบควรปลูกในฤดูฝนและฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงของการเจริญเติบโตของกุหลาบ ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงเดือนมิถุนายน เนื่องจากกุหลาบจะมีช่วงการเจริญเติบโตติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมากกว่า 6 เดือน ซึ่งจะทำให้ได้ต้นกุหลาบที่เติบโตเต็มที่ ดอกมีคุณภาพ กุหลาบเป็นไม้ดอกที่ต้องการแสงแดดจัดอย่างน้อยวันละ 6 ชม. ดังนั้นควรปลูกในที่โล่งแจ้งและอับลม หรือปลูกทางด้านทิศตะวันออกให้กุหลาบได้รับแสงในตอนเช้า ดินมีการระบายน้ำดี วิธีทดสอบง่ายๆ คือขุดดินที่จะปลูกเป็นหลุมลึกประมาณ 50 ซม. แล้วใส่น้ำให้เต็มทิ้งไว้ 2 ชม. ถ้าหากน้ำซึมหายไปหมดจากหลุมแสดงว่าที่นั้นๆ ใช้ปลูกกุหลาบได้ ดินปลูกควรมีค่า pH ประมาณ 5.5-6.5 คือเป็นกรดเล็กน้อยและมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ เวลาที่เหมาะสมในการรดน้ำกุหลาบคือ เวลาเช้าระหว่างที่แสงอาทิตย์ยังอ่อนอยู่ กุหลาบเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ถ้ารดมากจนน้ำขังก็ไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงการรดให้เปียกทั้งต้นและดอก เพราะจะเป็นการช่วยให้เกิดและแพร่โรคได้ง่ายและเร็วขึ้น ถ้ารดจนโชกก็ไม่จำเป็นต้องรดทุกวันก็ได้ กุหลาบต้องการความชื้นและอากาศในดิน ดังนั้นจึงควรทำการคลุมดินโดยใช้ หญ้าแห้ง ฟาง เปลือกถั่วลิสง ขุยมะพร้าว หรือแกลบดิบ มาคลุมดินรอบๆ ต้นกุหลาบหนาประมาณ 2-3 นิ้ว และถ้าเป็นไปได้ก่อนคลุมดินควรหาทางทำให้วัสดุคลุมดินเปียกชื้นก่อน มิเช่นนั้นต้องรดน้ำในระยะแรกๆ บ่อยแลหลายๆ ครั้ง

 

 

ดอกราตรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cestrum Nocturnum ดอกราตรี
ชื่อวงศ์ SOLANACEAE
ชื่อสามัญ Night Blooming Jasmine
ชื่ออื่นๆ Lady of the night ,ราตรี, หอมดึก
ถิ่นกำเนิด หมู่เกาะอินดีส
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ราตรีเป็นดอกไม้ ที่มีกลิ่นหอมในเวลากลางคืนเมื่อมีดอกมันจะส่งกลิ่นไปไกล กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไป มีกลิ่นเย็นเรื่อยๆ ทำให้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า หอมดึก ส่วนมากนิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราตรีเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม ลำต้นมีเปลือกเป็นสีเทาอ่อนๆ แตกกิ่งก้านสาขามาก พุ่มใบหนาต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียวจัด ใบอ่อนบางรูปมนรี ปลายใบแหละโคนเรียวแหลม ขนาดใบยาวประมาณ 5-6 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อสีขาวอมเขียว ดอกมีขนาดเล็กและออกจับกลุ่มติดกันมากมายในช่อหนึ่งๆ ปลายดอกบานออกเป็นรูปดาว 5 แฉก ขนาดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม. ดอกราตรีมีกลิ่นหอมจัดในเวลากลางคืน พอเช้าดอกที่บานจะหมดกลิ่นและจะหอมใหม่ในคืนต่อไป ออกดอกคราวๆ หนึ่ง ประมาณ 5-7 วัน
การปลูกและดูแลรักษา
ราตรีในช่วงปักชำกิ่งหรือปลูกลงกระถางใหม่ๆ ควรปลูกในที่ร่มรำไร หลังจากนั้นเมื่อตั้งตัวได้แล้วค่อยนำไปไว้กลางแจ้ง ชอบดินชื้นและอยู่ได้ในสภาพค่อนข้างแฉะ ต้องการน้ำมาก

ดอกพะยอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea Roxburghii ดอกพะยอม
ชื่อวงศ์ DIPTEROCARPACEAE
ชื่อสามัญ Shorea
ชื่ออื่นๆ พะยอม, กะยอม
ถิ่นกำเนิด ไทย, พม่า และมาเลเซีย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
นิยมปลูกพะยอมไว้เป็นไม้ดอกไม้ประดับโชว์ทรงพุ่ม ไม้ให้ร่มเงา ปลูกไว้ประดับข้างถนน ให้ดอกสวยและหอม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พะยอมเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่สูง 15-30 เมตร ทรงพุ่มกลม เปลือกสีเทาเข้ม แตกกิ่งจำนวนมาก ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรีขอบขนานกว้าง 3-6 ซม. ยาว 8-15 ซม. ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อดอกใหญ่สีขาว ออกตามกิ่ง กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบโคนเชื่อมติดกัน เมื่อดอกย่อยบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก ออกดอกพร้อมกันเกือบทั้งต้น ฤดูดอกบานอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์
การปลูกและดูแลรักษา
พะยอมเป็นไม้ที่ชอบดินทรายหรือดินที่ระบายน้ำดี เมื่อปลูกในดินเหนียวและแฉะพบว่าออกดอกน้อยมาก

ดอกอังกาบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria cristata L. ดอกอังกาบ
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Philippine Violet
ชื่ออื่นๆ ก้านชั่ง, คันชั่ง, ทองระอา, อังกาบเมือง, อังกาบก้านพลู
ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ดอกอังกาบสีเหลือง-ขาว ตากแห้ง นำมาต้มเป็นยาสมุนไพร ขับเสมหะ และเป็นยาบำรุงธาตุ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นพรรณไม้พุ่มเตี้ย มีลำต้นเป็นข้อ สูงประมาณ 3 ฟุต ใบเป็นรูปหอก โคนและปลายเรียวแหลม ขนาดกว้างประมาณ 4 ซม. ยาวประมาณ 10 ซม. ดอกออกเป็นกระจุก ดอกมีลักษณะเป็นรูปทรงกรวย หรือรูปแตร มีหลายสี เช่น สีม่วง สีม่วงอมชมพู สีม่วงอ่อนสลับม่วงแก่ สีขาว และสีเหลือง
การปลูกและดูแลรักษา
อังกาบเป็นไม้ที่ชอบแสงปานกลาง ควรปลูกในดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ความชื้นปานกลางถึงสูง

 

ดอกซ่อนกลิ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Polianthes tuberosa ดอกซ่อนกลิ่น
ชื่อวงศ์ AGAVACEAE
ชื่อสามัญ Tuberose
ชื่ออื่นๆ ซ่อนกลิ่น
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
การขยายพันธุ์ แยกหน่อ, แบ่งหัว
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ในวงศ์เดียวกับพลับพลึง ดอกจะมีกลิ่นหอมตั้งแต่เวลาเย็นถึงตอนกลางคืน ใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ มีอายุหลายปี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ซ่อนกลิ่นเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวจะคล้ายๆ กับหัวหอม ใบมีสีเขียวเล็กและเรียวยาวโผล่ออกมาจากพื้นดิน ใบยาวประมาณ 1-1.5 ฟุต ดอกจะชูช่อออกมาตรงกลางกอของลำต้นและมีดอกเกาะตรงก้านดอกเรียงกันเป็นแนวตามก้านดอก ดอกมีสีขาวยาวประมาณ 1 นิ้ว ช่อดอกหนึ่งๆ จะยาวประมาณ 2-2.5 ฟุต แต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 40-90 ดอก กลีบดอกแต่ละกลีบจะไม่เท่ากัน กว่าดอกจะบานหมดทั้งช่อใช้เวลา 5-7 วัน และมีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน พันธุ์ที่ใช้ปลูก

  • พันธุ์ดอกลา มีกลีบดอกเพียงชั้นเดียว
  • พันธุ์ดอกซ้อน มีกลีบดอกซ้อนกัน
การปลูกและดูแลรักษา
ซ่อนกลิ่นเป็นไม้กลางแจ้งที่ต้องการแสงแดดจัดควรปลูกไว้กลางแจ้ง ชอบดินร่วนไม่ชอบดินเหนียวและต้องมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ที่ชอบน้ำต้องหมั่นรดน้ำให้เปียกชื้นอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ดินแห้งผากจะทำให้ซ่อนกลิ่นออกดอกไม่ดก

ดอกยี่โถ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Nerium Indicum ดอกยี่โถ
ชื่อวงศ์ APOCYNACEAE
ชื่อสามัญ Sweet Oleander
ชื่ออื่นๆ ยี่โถ
ถิ่นกำเนิด แถบเมดิเตอร์เรเนียน
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ปักชำกิ่ง, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ยี่โถที่รู้จักกันในชื่อ Nerium Indicum ก็คือต้นเดียวกันกับ Nerium Odorum และ Nerium Oleander แต่ปัจจุบันใช้ชื่อพฤกษศาสตร์ของยี่โถชนิดนี้เพียงชื่อเดียวว่า Nerium Indicum เหมาะที่จะปลูกตามริมถนน เกาะกลางถนนและตามสวนหย่อม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ยี่โถเป็นไม้พุ่มขนาดกลางสูงได้ถึง 20 ฟุต ใบเล็กแคบเรียวยาว เนื้อใบหนาและแข็ง ขนาดใบยาวประมาณ 4-8 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อแน่นตามยอดมีสีต่างๆ กัน เช่น สีชมพู แดง ขาว ดอกมี 5 กลีบขนาดดอกกว้างประมาณ 1.5 นิ้ว ในช่อหนึ่งๆ อาจมีดอกได้ตั้งแต่ 20-50 ดอก ออกดอกได้ตลอดปี แต่จะออกมากช่วงฤดูแล้ง
การปลูกและดูแลรักษา
ยี่โถเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่เจริญเติบโตง่ายและทนทานมาก สามารถขึ้นได้แม้กระทั่งในเขตอบอุ่นและในเขตทะเลทราย

ดอกชงโค

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia purpurea ดอกชงโค
ชื่อวงศ์ CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ Orchid Tree, Purder
ชื่ออื่นๆ เสี้ยวดอกแดง, เสี้ยวดอกขาว
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเชีย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ดอกชงโคมีหลายสี เช่น ชมพู ขาว ม่วง ชาวอินเดียถือว่าเป็นไม้สวรรค์ขึ้นอยู่ในเทวโลกและถือว่าเป็นไม้ของพระลักษมี นิยมปลูกร่วมกับ กาหลง และ โยทะกา เพราะมีใบคล้ายกัน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชงโคเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นรูปไข่แยกเป็น 2 แฉกลึก ช่อดอกออกตามกิ่งข้างและจำนวนดอกน้อย กลีบดอกขาวหรือม่วง ลักษณะคล้ายดอกกล้วยไม้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เกสรตัวผู้ 5 อัน ขนาดไม่เท่ากัน มีผลเป็นฝักขนาดกว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม.
การปลูกและดูแลรักษา
ชงโคเป็นไม้ที่ชอบแดด ควรปลูกในที่ได้รับแสงแดดทั้งวัน ดินปลูกควรเป็นดินร่วนระบายน้ำดี มีความชื้นสูง

ดอกมณฑา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Talauma candollei ดอกมณฑา
ชื่อวงศ์ MAGNOLIACEAE
ชื่อสามัญ Magnolita
ชื่ออื่นๆ มณฑา, จอมปูน
ถิ่นกำเนิด ประเทศไทย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ทาบกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ มีดอกดก สวยงาม มีกลิ่นหอม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มณฑาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูง 3-8 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบรูปรี ขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่สีเหลืองครีมรูปรี ปลายกลีบค่อนข้างแหลม ดอกห้อยลง มีกลีบดอก 6 กลีบ เมื่อดอกบานจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 ซม. ยาว 3-5 ซม. ส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงเย็นจนเช้าตรู่ เมื่อกลีบดอกชั้นนอกบานจะคลี่ห่อกันอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลและร่วงไปทั้งชุด ออกดอกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา
มณฑาชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดีและมีอินทรียวัตถุสูง ควรปลูกไว้ในที่มีแสงแดดรำไร ไม่จัดจนเกินไป

ดอกสายหยุด

ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmos Chinensis Lour. ดอกสายหยุด
ชื่อวงศ์ ANNONACEAE
ชื่อสามัญ Desmos
ชื่ออื่นๆ สาวหยุด
ถิ่นกำเนิด ประเทศไทย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ง่ายและสะดวกกว่า
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
สายหยุดเป็นพันธุ์ไม้ของไทยแท้ชนิดหนึ่ง ดอกไม้ชนิดนี้ส่งกลิ่นหอมจัดในตอนเช้าตรู่ พอสายกลิ่นจะค่อยๆ ลดลงและหมดกลิ่นเมื่อใกล้เที่ยงวัน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
สายหยุดเป็นไม้เลื้อยกึ่งไม้ยืนต้น มีเถาแข็งแรงสามารถเลื้อยเกาะต้นไม้ได้ไกล 5-8 เมตร มักแตกกิ่งก้านสาขามากที่ส่วนยอดและแผ่สาขาออกไปบริเวณกว้าง ใบสีเขียวเข้ม รูปรี ปลายใบแหลมขนาดใบยาว 12-14 ซม. ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวมีลักษณะคล้ายดอกกระดังงาไทย มีกลีบเล็กยาวดอกละ 5 กลีบ แต่ละกลีบจะบิดงออย่างกะดังงาไทย เมื่ออ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จัดเป็นสีเหลือง ออกดอกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา
สายหยุดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งชอบแสงแดด ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วน อุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บความชื้นได้ดี น้ำท่วมไม่ถึง ระยะเวลาจากเพาะเมล็ดจนถึงออกดอก ประมาณ 3-4 ปี ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

ดอกเฟื่องฟ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bougainvillea spp. ดอกเฟื่องฟ้า
ชื่อวงศ์ NYCTAGINACEAE
ชื่อสามัญ Bougainvillea
ชื่ออื่นๆ Paper Flower, Kertas, ตรุษจีน
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง, ตอนกิ่ง, เสียบยอด
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
เฟื่องฟ้าถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศบราซิลโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสราวปี ค.ศ.1766-1769 และได้ถูกนำไปปลูกยังส่วนต่างๆ ของโลก เริ่มจากยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชีย สำหรับในประเทศไทยมีการนำพันธุ์เฟื่องฟ้าเข้ามาจากสิงคโปร์ครั้งแรกราวปี พ.ศ.2423 ในสมัยรัชการที่ 5 และมีการนำเข้าจากต่างประเทศมากมายจนถึงปัจจุบัน พันธุ์เฟื่องฟ้าในประเทศไทยมีไม่น้อยกว่าต่างประเทศเนื่องจากเฟื่องฟ้าเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยแล้วยังเกิดการกลายพันธุ์เกิดเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นมากมาย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เฟื่องฟ้าเป็นไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อยอายุยืนหลายสิบปี ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นอยู่เหนือใบ ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกสลับกับกิ่งหรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กว้าง 2.5 ซม. ใบประดับลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ ผู้พบเห็นทั่วไปมักเข้าใจว่าใบประดับคือดอก ดอกมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม. ติดอยู่ที่เส้นกลางใบของใบประดับ ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าดอกคือเกสรดอก ดอกเป็นชนิดไม่มีกลีบดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5-10 อัน การปลูกเลี้ยงในประเทศไทยมักจะเกิดการกลายพันธุ์ โดยเนื้อเยื่อบริเวณตามีการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลทำให้ส่วนต่างๆ เปลี่ยนไป เช่น สีของใบประดับเปลี่ยนไป กลายพันธุ์เป็นใบประดับซ้อน กลายพันธุ์เป็นใบด่าง กลายพันธุ์เป็นดอกกระจุก เป็นต้น
การปลูกและดูแลรักษา
เฟื่องฟ้าเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัดในสภาพกลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดวัน ถ้าได้รับแสงแดดไม่เพียงพอจะทำให้สีของใบไม่เข้มออกดอกน้อย ต้องการอุณหภูมิปานกลางหรือร้อนชื้น เฟื่องฟ้าจัดเป็นพืชที่ทนแล้งแต่ถ้าต้นยังเล็กควรให้น้ำอย่างเพียงพอ เมื่อโตขึ้นต้องการน้ำปานกลางถึงค่อนข้างต่ำถ้ารดน้ำมากเกินไปจะไม่ออกดอก

ดอกสร้อยทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Solidago canadensis ดอกสร้อยทอง
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE
ชื่อสามัญ Golden rod
ชื่ออื่นๆ สร้อยทอง
ถิ่นกำเนิด ทวีปอเมริกาเหนือ
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, แยกหน่อ
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
สร้อยทองเป็นไม้ตัดดอกที่นิยมใช้ประกอบกับดอกไม้อื่น เช่น กล้วยไม้ เพื่อใช้บูชาพระ หรือ ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
สร้อยทองเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นแตกแขนง มีพุ่มสูงประมาณ30-100ซม. ใบมีรูปร่างยาวรี ยาวประมาณ 10-12 ซม. ใบมีสีเขียวเข้ม ใบช่วงบนลำต้นจะเล็กกว่าใบช่วงล่างของลำต้น ดอกมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม ช่อดอกเป็นแบบกลุ่มมีดอกย่อยเล็กๆ อยู่ภายในช่อดอก โดยช่อเหล่านี้จะมีก้านดอกสั้นๆ ติดอยู่กับก้านชูดอก ก้านช่อดอกจะตั้งฉากกับลำต้น ขนาดของดอกค่อนข้างเล็กเมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 1 ซม.
การปลูกและดูแลรักษา
สร้อยทองเป็นไม้กลางแจ้งควรปลูกในที่มีแสงส่องได้ทั่วถึงตลอดวัน สามารถทนต่ออากาศร้อนได้ดีอุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ30-40องศาเซลเซียส ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิดที่มีอินทรียวัตถุสูงมีความชื้นสม่ำเสมอแต่ไม่ชอบแฉะ หลังจากปลูกควรรดน้ำสม่ำเสมอเช้าและเย็น เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 15-20 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ทุกๆ 2 สัปดาห์ จนกระทั่งเริ่มแทงช่อดอกหรือประมาณ 60 วันหลังปลูกใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12

ดอกบานบุรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ Allamanda cathartica L. ดอกบานบุรี
ชื่อวงศ์ APOCYNACEAE
ชื่อสามัญ Allamanda, Golden Trumpet
ชื่ออื่นๆ บานบุรีหอม, บานบุรีแสด
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
การขยายพันธุ์ ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป ออกดอกตลอดปี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
บานบุรีหอมเป็นพรรณไม้เถาเล็ก จะเลื้อยเถายาวเกี่ยวเกาะกับไม้พุ่มใหญ่ๆ ลักษณะของใบเป็นใบมนรี ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งของต้น ช่อๆ หนึ่งมีดอกอยู่ประมาณ 5-8 ดอกและจะทยอยกันบาน ดอกมีสีเหลืองแสด ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอกค่อนข้างกลม แฉกกลีบเวียนคล้ายกงจักร โคนดอกเป็นหลอด เมื่อดอกย่อยบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-7 ซม. มีจุดริ้วสีส้มที่โคนคอกลีบ ดอกจะมีกลิ่นหอมในตอนเช้า ออกดอกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา
บานบุรีหอมเป็นไม้กลางแจ้งต้องการแสงแดดจัด ดินปลูกควรเป็นดินร่วนซุยมีธาตุอาหารสมบูรณ์ ควรปรับปรุงดินให้มีคุณภาพก่อนการปลูก เป็นพืชที่ต้องการน้ำและความชื้นจึงควรรดน้ำบ่อยๆ แต่ไม่ควรรดจนแฉะเกินไป หากกิ่งยึดยาวควรปักไม้และจับยอดเลื้อยพันให้สวยงาม

 

ดอกยี่สุ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa chinensis jacq. var. minima Voss ดอกยี่สุ่น
ชื่อวงศ์ ROSACEAE
ชื่อสามัญ Fairy Rose
ชื่ออื่นๆ กุหลาบหนู, กุหลาบหนูจีน
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเชีย
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ยี่สุ่นหรือที่ทั่วไปรู้จักกันในชื่อกุหลาบหนู นิยมปลูกเป็นไม้ดอกคลุมดิน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ยี่สุ่นเป็นกุหลาบพันธุ์เตี้ยแคระ เป็นพุ่มทึบสีเขียวทั้งต้น สูงประมาณ 1-2 ฟุต ใบเหมือนกับใบกุหลาบทั่วไปแต่จะเล็กกว่า มีสีเขียว ดอกมีหลายสี ดอกมักจะออกพร้อมๆ กัน มีลักษณะเหมือนกับดอกกุหลาบธรรมดา แต่มีขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 นิ้ว
การปลูกและดูแลรักษา
ควรปลูกด้วยดินร่วนที่มีความชื้นสูง หมั่นดูแลใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ

ดอกขจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ Telosma minor ดอกขจร
ชื่อวงศ์ ASCLEPIADACEAE
ชื่อสามัญ Cowslip Creeper
ชื่ออื่นๆ ดอกสลิด
ถิ่นกำเนิด -
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง, ทาบกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ใช้ทำยาสมุนไพรโดย ใช้รากผสมยาหยอดรักษาตา รับประทานทำให้อาเจียนถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษ นอกจากนี้ดอกขจรยังนำมาทำอาหารรับประทานได้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ขจรเป็นไม้เลื้อยเถาเล็กแตกยอดจำนวนมาก ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นใบคู่เป็นรูปหัวใจ กว้างและยาว 6–10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ มีช่อดอกสีเหลืองอมชมพูอ่อนออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันส่วนปลายแยก 5 แฉกกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานไม่พร้อมกันดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานเริ่มหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย ดอกออกมากตั้งแต่ต้นฤดูหนาว
การปลูกและดูแลรักษา
ขจรเป็นไม้ที่ขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ แต่ถ้าจะให้ดีควรปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุยมากๆ ขจรเป็นไม้ที่ชอบแดดจัดไม่ต้องการน้ำมากนัก และทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้นการรดน้ำให้รด 2 วันต่อครั้ง

ดอกพวงชมพู

ชื่อวิทยาศาสตร์ Antigonon leptopus Hook ดอกพวงชมพู
ชื่อวงศ์ POLYGONACEAE
ชื่อสามัญ Coral Vine
ชื่ออื่นๆ Mexican Creeper, Chain of Love
ถิ่นกำเนิด ประเทศเม็กซิโก
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
พวงชมพูนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ โดยปลูกลงในกระถางตั้งที่มีหลักสำหรับเกาะยึดเลื้อยขึ้น หรือปลูกลงในกระถางแขวนให้ห้อยลง หรือปลูกประดับตามริมขอบหน้าต่างและระเบียงก็ดูสวยงามไม่น้อย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นพรรณไม้เลื้อยที่มีเถาอ่อนแต่ตรงส่วนโคนจะแข็งแรงมาก เถาจะทอดได้ยาวและเร็ว ลำเถามีสีเขียวอ่อน ใบดกมากเป็นใบเดี่ยวออกทแยงขึ้นไปตามลำเถา ลักษณะคล้ายใบโพธิ์ เนื้อใบบางเห็นเส้นใบได้ชัดมีสีแดงเรื่อๆ ดอกออกเป็นรูปหัวใจเล็กๆ บางทีก็มีสีขาว บางทีก็มีสีชมพู แก่บ้างอ่อนบ้าง ตรงปลายช่อมักจะยืดตัวใบเป็นมือเกาะเกี่ยวสิ่งอื่นๆ เพื่อเป็นการพยุงตัว เป็นไม้ดอกที่งดงามสีเย็นตาไม่ฉูดฉาดเกินไป ออกดอกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา
พวงชมพูเป็นพรรณไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบขึ้นในที่ชื้นมากกว่าในที่แห้งแล้ง ดินปลูกควรเป็นดินที่ร่วนซุยมีการระบายน้ำดี ต้องการน้ำปานกลาง เจริญเติบโตได้ทั้งกลางแดดและในร่ม

ดอกรสสุคนธ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Tetracera Loureiri ดอกรสสุคนธ์
ชื่อวงศ์ DILLENIACEAE
ชื่อสามัญ Rose-Su-Kon
ชื่ออื่นๆ เสาวคนธ์, มะตาดเครือ
ถิ่นกำเนิด ประเทศไทย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
รสสุคนธ์เป็นพันธุ์ไม้ป่าของไทยอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันมานาน มักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้งและป่าแดงทั่วทุกภาคของประเทศไทย เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่ายโตเร็ว ดอกของรสสุคนธ์เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมแก้ลมและบำรุงหัวใจ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
รสสุคนธ์เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย มีเถาใหญ่เหนียวแข็งแรง แตกกิ่งก้านสาขาและพุ่มใบหนาทึบ เลื้อยพันไม้ได้สูง 5-10 เมตร ใบแข็งหนาและระคายลักษณะคล้ายลิ้นสัตว์ ขนาดใบยาวประมาณ 4 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อ ดอกขนาดเล็กทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 ซม. มีเกสรตัวผู้เป็นพู่ฝอยคล้ายเส้นด้ายสีขาวละเอียดรอบดอก ดอกบานวันเดียวแล้วโรย ออกดอกเป็นระยะตลอดปี มีกลิ่นหอมแรงมากในเวลากลางวันและหอมอ่อนๆ ในเวลากลางคืน
การปลูกและดูแลรักษา
รสสุคนธ์เป็นไม้ขึ้นได้ทั้งกลางแจ้งและที่ร่ม ควรใช้ไม้ปักให้รสสุคนธ์ได้เลื้อยหากปลูกในกระถาง หรือปล่อยให้เลื้อยไต่รั้วก็ได้

ดอกนางแย้ม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Clerodendrum Philippinium ดอกนางแย้ม
ชื่อวงศ์ VERBENACEAE
ชื่อสามัญ Glory Bower
ชื่ออื่นๆ Burma Conehead, นางแย้ม
ถิ่นกำเนิด ประเทศไทย, พม่า
การขยายพันธุ์ ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
นางแย้มเป็นต้นไม้ประดับไม่สูงมากนัก มีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกเป็นช่อ ออกเป็นพวงดอกเล็กๆ เช่นเดียวกับมะลิซ้อน หลายๆ ดอกซ้อนเรียงรายกัน สวยงามมาก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นางแย้มเป็นพรรณไม้พุ่มลำต้นเตี้ยสูงประมาณ 3-5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ลักษณะใบเป็นรูปใบโพธิ์ ตรงปลายแหลมแต่ไม่มีติ่ง ขอบใบหยักรอบใบ ออกดอกเป็นช่อ ดอกจะเบียดเสียดติดกันแน่นในช่อ ช่อดอกหนึ่งกว้างประมาณ 4-5 นิ้ว ลักษณะดอกย่อยคล้ายดอกมะลิซ้อนสีขาว บานเต็มที่ประมาณ 1 นิ้ว ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงสีม่วงแดงเป็นหลอดสั้น ปลายแยก 5-6 แฉก ดอกย่อยบานไม่พร้อมกันและบานนานหลายวัน มีกลิ่นหอมมากทั้งกลางวันและกลางคืน ออกดอกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา
นางแย้มนั้นสามารถทนแดดและฝนได้เป็นอย่างดี ปลูกไว้กลางแจ้งจะได้ดอกใหญ่และสวยกว่า ดินปลูกควรเป็นดินร่วนซุยมีธาตุอาหารเพียงพอและมีความชื้นสูง นางแย้มเป็นไม้ที่ต้องการน้ำมากดังนั้นจึงจำเป็นต้องรดน้ำเป็นประจำอย่าให้ขาด

ดอกสารภี

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mammea Siamensis Kosterm ดอกสารภี
ชื่อวงศ์ GUTTIFERAE
ชื่อสามัญ Sarapee
ชื่ออื่นๆ สารภี, สร้อยภี
ถิ่นกำเนิด ประเทศไทย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
สารภีเป็นไม้ป่าของไทย มักขึ้นตามป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคในประเทศไทย เป็นต้นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
สารภีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบ มีใบแน่นเป็นพุ่มหนาทึบและมีกิ่งก้านสาขามาก ขนาดต้นสูงประมาณ 12-15 เมตร ใบเรียบเกลี้ยงรูปไข่ ปลายใบกว้างกว่าโคนใบยาว 5-6 นิ้ว มีดอกสีขาวกลิ่นหอมแรงและไปได้ไกล ออกดอกเป็นช่อ ดอกเรียงแน่นเป็นกระจุกตามซอกกิ่ง ขนาดดอกกว้างประมาณ 2 ซม. มีกลีบดอก 5 กลีบ กับเกสรตัวผู้เป็นเส้นฝอยสีเหลืองล้อมอยู่ในวงใน เริ่มออกดอกในเดือนมกราคมและจะบานสะพรั่งเต็มที่ในเดือนกุมภาพันธ์
การปลูกและดูแลรักษา
สารภีเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ทั้งที่กลางแจ้งและแดดร่มรำไร สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด แต่ควรมีความชุ่มชื้นเพียงพอ

ดอกพวงทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thryallis glauca ดอกพวงทอง
ชื่อวงศ์ MALPIGHIACEAE
ชื่อสามัญ Galphimia, Gold Shower
ชื่ออื่นๆ พวงทอง
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ปักชำกิ่ง, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
นิยมปลูกเป็นไม้ประดับสวน ปลูกเป็นแปลงใหญ่หรือเป็นแนวริมกำแพง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พวงทองเป็นไม้ต้นเล็ก สูง 1-1.5 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกลม ใบยาวรีแหลม ยาวประมาณ 3 ซม. ดอกออกเป็นช่อเดียวที่โคนก้านใบ ขนาดอก 1 ซม. มีกลีบ 5 กลีบ สีเหลืองสด เกสรตัวผู้ 10 อัน อยู่เป็นกระจุกกลางดอก ออกดอกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา
เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ชอบแดดจัด ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกได้ดีในดินร่วนซุย

ดอกประดู่

ชื่อวิทยาศาสตร์ Plerocarpus Indicus ดอกประดู่
ชื่อวงศ์ FABACEAE
ชื่อสามัญ Padauk
ชื่ออื่นๆ Burmese Rosewood, ประดู่, ดู่บ้าน, สะโน (ภาคใต้)
ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
ประดู่เป็นพรรณไม้ของอินเดีย ชอบแสงแดดจัดดังนั้นจึงเห็นปลูกกันตามริมถนนใน กทม. ทั่วไป
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ประดู่เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 25 เมตร ใบจะออกรวมกันเป็นช่อ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม ถ้าขึ้นในที่แล้งจะผลัดใบก่อนออกดอก ดอกออกเป็นช่อมีสีเหลืองสดลักษณะคล้ายดอกถั่ว โคนกลีบเลี้ยงกลีบดอกติดกันเป็นกรวยโค้งเล็กน้อย กลีบดอกมี 5 กลีบ มีขนาดดอกเล็ก ขณะดอกย่อยบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาร 0.5-1 ซม. ดอกบานไม่พร้อมกัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกที่ใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ฤดูดอกบานอยู่ในช่วง เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม
การปลูกและดูแลรักษา
ประดู่เป็นไม้กลางแจ้งต้องการแสงแดดจัด ความชื้นสูง ต้องการน้ำปานกลาง สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด แต่จะให้ดีควรเป็นดินร่วนซุย

ดอกกล้วยไม้

ชื่อวิทยาศาสตร์ Orchid ดอกกล้วยไม้
ชื่อวงศ์ ORCHIDACEAE
ชื่อสามัญ Orchid
ชื่ออื่นๆ เอื้อง (ภาคเหนือ)
ถิ่นกำเนิด ลาตินอเมริกา, เอเชียแปซิฟิค
การขยายพันธุ์ แยกลำ, แยกหน่อ, ชำต้นและยอด, เลี้ยงเนื้อเยื่อ
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
กล้วยไม้เป็นพืชวงศ์ใหญ่ มีกว่า 700 สกุล ที่พบในธรรมชาติมีประมาณ 25,000 ชนิด มีการผสมข้ามชนิดและข้ามสกุลมากกว่า 30,000 คู่ผสม กล้วยไม้มีดอกสวยงาม หลากหลายสีสัน เป็นที่นิยมปลูกเลี้ยงกันทั่วโลก ประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์กล้วยไม้ที่สวยงามหลายชนิดและมีการพัฒนากล้วยไม้ลูกผสมจำนวนมากขึ้นภายในประเทศ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กล้วยไม้เป็นพืชวงศ์ใหญ่ มีความแตกต่างกันภายในวงศ์อย่างเห็นได้ชัด โดยทั่วไปลำต้นของกล้วยไม้ไม่มีแก่นและเปลือก เนื้อในเสมอกัน ลำต้นมี 2 ลักษณะ คือ ลำต้นแท้ มีข้อและปล้องเหมือนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั่วไป มีการเจริญเติบโตทางยอด ลำต้นเทียมหรือลำลูกกล้วยไว้สะสมอาหาร มีลำต้นเป็นเหง้า มีข้อและปล้องถี่ เจริญในแนวนอนไปตามผิวของเครื่องปลูก รากกลมอวบเป็นเส้นเล็กแข็งหรือแบนราบ มีทั้งรากดิน รากกึ่งดิน รากกึ่งอากาศ และรากอากาศ ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวมีลักษณะต่างกันออกไป เช่น รูปแถบ รูปกลมยาว หรือลดรูปเป็นเพียงเกล็ด แผ่นใบบางคล้ายใบหมาก หนาอวบน้ำ หรือเป็นแท่งกลม ส่วนมากแล้วไม่มีส่วนที่เป็นก้านใบชัดเจน สีของใบเป็นสีเขียวสด บางชนิดเป็นสีม่วงคล้ำ บางชนิดก็มีลวดลาย ดอกออกที่ปลายลำต้น ซอกใบหรือข้างลำต้น ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบเรียงสลับกันกับกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกอันล่างมีลักษณะต่างออกไปเรียกว่ากลีบปากหรือกลีบกระเป๋าไว้สำหรับล่อแมลง ก้านเกสรตัวเมียและยอดเกสรตัวเมียเชื่อมติดกันกับเกสรตัวผู้เป็นเส้าเกสรอยู่กลางดอก เกสรตัวผู้อยู่รวมกันเป็นก้อนเป็นกลุ่มเรณู แต่ละอับเรณูมีฝาปิด มี 2, 4 หรือ 8 ก้อนแล้วแต่ชนิดกล้วยไม้ ยอดเกสรตัวเมียอยู่ใต้อับเรณู มีลักษณะเป็นเมือกเหนียว รังไข่อยู่ตรงส่วนของก้านดอก เมื่อได้รับการผสมจะเจริญไปเป็นเมล็ดต่อไป
การปลูกและดูแลรักษา
โดยส่วนใหญ่กล้วยไม้เป็นพืชที่ชอบความชุ่มชื้นแต่ไม่แฉะ อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าอากาศเย็นจัดกล้วยไม้จะพักตัวเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ควรปลูกให้ได้รับแสง 50-60% เครื่องปลูกแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระบบราก เช่น กล้วยไม้ที่มีระบบรากดินและกิ่งดินใช้อินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อยผุพังและร่วนซุย กล้วยไม้ที่มีระบบรากอากาศและกึ่งอากาศใช้ ถ่าน กาบมะพร้าว หินเกล็ด อิฐหักหรือทรายหยาบ หรืออาจผูกติดกับต้นไม้ใหญ่ให้รากยึดกับต้นไม้ การรดน้ำควรรดน้ำวันละครั้งแต่อย่าให้แฉะ รักษาความชื้นของเครื่องปลูกให้สม่ำเสมอ

ดอกพุดตาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus mutabilis L. ดอกพุดตาน
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ชื่อสามัญ Cotton Rose, Changeable Rose
ชื่ออื่นๆ ดอกสามสี, สามผิว
ถิ่นกำเนิด ประเทศจีน
การขยายพันธุ์ ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยสมัย ร.2-ร.3 ช่วงที่ไทยทำการค้าขายกับจีน ดอกและใบสดตำผสมน้ำผึ้งเป็นสมุนไพรช่วยลดอาการบวมอักเสบ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มเตี้ย ตามต้นและกิ่งมีขน ใบใหญ่คล้ายใบฝ้าย ขอบใบหยัก ดอกใหญ่คล้ายดอกชบาซ้อน บานในตอนเช้า และจะเปลี่ยนสีจากสีขาวในตอนเช้า เมื่อสายจะเป็นสีชมพู ตกบ่ายจะเป็นสีชมพูเข้ม ออกดอกดกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา
พุดตานเป็นไม้ที่ปลูกง่าย ชอบอยู่ตามที่ดอนกลางแจ้ง แสงแดดจัด ไม่ชอบที่แฉะหรือมีน้ำขัง ปลูกได้ดีในดินร่วนซุย ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: